กรน...ใครคิดว่าไม่สำคัญ

posted on 14 Aug 2015 23:51 by royraskin

 

              

เสียง คร่อก ฟี้ๆ ครึ้ดๆ คร่อกๆ สั้นบ้างยาวบ้างยามค่ำคืน ไม่เพียงแต่จะสร้างความรำคาญให้กับคนข้างเคียง มันยังเป็นสัญญาณบอกถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ตัวอีกด้วย อัมพาต ความดันโลหิตสูง อารมณ์ไม่ดี จำอะไรไม่ค่อยได้ และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และอาจทวีความดังขึ้นได้มากกว่าปกติ หากร่างกายเพลียมาหรือดื่มเหล้า จะทำให้เกิดการหลับลึก เกิดการกรนได้มากขึ้น

             สาเหตุการกรนนี้เกิดจากการอุดตันของระบบทางเดินหายใจ ตั้งแต่จมูกไปถึงคอ ซึ่งโดยปกติเวลานอนหลับกล้ามเนื้อของทางเดินหายใจในช่องปากและลำคอจะคลายตัว ทำให้ทางเดินหายใจแคบกว่าเดิม อากาศจึงผ่านเข้าไปได้ยากขึ้น ยิ่งมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ลิ้นตก มีก้อนขวางทางเดินหายใจ โรคจมูกอักเสบ ไซนัส ริดสีดวงจมูก หรือความอ้วน หลายๆ ปัจจัยดังกล่าวจะทำให้ผนังคอด้านในหย่อนคล้อยทำให้ช่องคอตีบเล็ก ทางเดินลมหายใจแคบจนทำให้เกิดการกรนขึ้น

             นอกจากนี้ คุณหมอด้านคุณภาพการนอนหลับพบว่า การกรนอาจมีความสัมพันธ์กับการนอนบางท่า โดยแบ่งระดับการกรนได้เป็น 3 ระดับ

             ระดับแรก กรนในเฉพาะท่านอนหงาย และระดับสอง กรนในทุกท่านอน สองระดับนี้จะส่งผลทำให้ง่วงเหงาหาวนอน หลับบ่อยในตอนกลางวัน อารมณ์เสีย หงุดหงิดง่าย

             ระดับสามนี้ รุนแรงและอันตรายที่สุด โดยจะสามารถกรนได้ทุกท่านอน พ่วงด้วยอาการหยุดหายใจเป็นระยะ ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ทั้งความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคปอด อัมพาต ความจำเสื่อม รวมไปถึงความต้องการทางเพศลดลง ซึ่งอาจลุกลามไปถึงอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย

             สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคนั้น ผลจากการวิจัยพบว่า คนเอเชียมีแนวโน้มจะนอนกรนได้ง่าย จากฐานกะโหลกที่แคบ คางสั้น ล้วนแต่มีผลทางเดินหายใจ อีกทั้งยังแบ่งได้หลายกลุ่ม ผู้มีความเสี่ยงสูงสุดคือ กลุ่มผู้ชายสูงวัย ค่อนข้างเจ้าเนื้อ ตามมาติดๆ ด้วยกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

3 (35)

             นอกจากนั้นแล้วผู้ที่สูบบุหรี่จัด อาจทำให้เกิดการอักเสบในลำคอ เกิดเสมหะ หายใจไม่สะดวก หรือผู้ที่ใช้ร่างกายหักโหมจนเหนื่อยมากทำให้หลับสนิทหลับลึกเกินไป ทำให้กล้าเนื้อทั่วร่างกายหย่อนตัวมากกว่าปกติ ลิ้นไก่ภายในเพดานปากจะคลายตัวจนไปกระทบกับพื้นคอทำให้ทางเดินหายใจแคบลง จึงเกิดอาการกรนได้เช่นกัน

             อาการนี้ยังเกิดได้ในเด็กน้อย โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นในเด็กอ้วนเท่านั้น แต่อาจเกิดจากความผิดปกติจากต่อมทอนซิล คออักเสบ จมูกอักเสบ เป็นหวัดบ่อย หรืออาจเกิดจากเนื้อเยื่อหรือโครงกระดูกหน้าและคอผิดปกติ ซึ่งการกรนในเด็กนั้น จากผลวิจัยพบว่า อาจทำให้เด็กเรียนไม่เก่ง เติบโตและพัฒนาการได้ไม่เต็มที่

             ด้านการรักษานั้นมีหลากหลายวิธี สำหรับเด็กหากเกิดจากการเป็นต่อมทอนซิลโต หรือภูมิแพ้ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหลีกเลี่ยงอาหารและน้ำเย็นจัด รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ กินวิตามินซี อาจใช้การล้างจมูกเข้าช่วย

             สำหรับผู้ใหญ่ถ้าเป็นขั้นต้นอาการไม่รุนแรงมากนัก ควรใช้การปรับชีวิตประจำวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากรู้ตัวว่าอ้วน ควรลดน้ำหนัก งดดื่มเหล้า เลี่ยงยานอนหลับ นอกจากนี้ลองเปลี่ยนท่านอนโดยเลี่ยงการนอนหงายมาเป็นนอนตะแคง อาจช่วยได้ทางหนึ่ง 3 (32)              หากการอยู่ในขั้นรุนแรงต้องได้รับการรักษา โดยแพทย์อาจใช้เครื่องบรรเทาการกรนในเวลานอนเพื่อปรับความดันอากาศ ช่วยพยุงไม่ให้ลิ้นตกไปด้านหลังมากเกินไป บางรายอาจใช้การรักษาด้วยศัลยกรรมการผ่าตัด หรือเลเซอร์บริเวณคอหอย เพดานปาก และลิ้นไก่ ซึ่งใช้เวลารักษาสั้น เจ็บน้อย สามารถกลับไปทำกิจวัตรได้ตามปกติ และท้าสุด แพทย์อาจรักษาได้ด้วยคลื่นวิทยุ ในบริเวณที่ทำให้เกิดการกรนเพื่อทำให้อากาศสามารถผ่านได้สะดวกขึ้น โดยรักษาวิธีนี้ไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดใดๆ

การดูแลตัวเองสำหรับคนนอนกรน

             1.  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ              2.  หากอ้วนควรลดน้ำหนัก              3.  งดดื่มสุรา              4.  หลีกเลี่ยงยากล่อมประสาท หรือยานอนหลับ              5.  นอนตะแคง และยกหัวสูงขึ้นกว่าเดิม              6.  หลีกเลี่ยงการใช้หมอนสูง

ขอบคุณข้อมูลจาก  วารสาร สานสุข สานความสุขสู่สังคม

ไม่ว่าเราจะอ้วน จะผอม จะอยากกินของหวาน อดใจไม่ไหวที่จะกิน หิวตลอดเวลา ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับยีนทั้งสิ้น บทความนี้ไม่ได้ต้องการกล่าวโทษว่า "ยีนทำให้เราอ้วน" ...แต่กำลังจะบอกว่า ยีนเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรา "อ้วน"   mushroom-emo-1-052

Fatgene

เป็นระยะเวลา 6 ปีแล้วหลังจากมีการค้นพบยีนที่มีชื่อว่า FTO ( fat mass and obesity associated gene) ยีน FTO อยู่บนโครโมโซมคู่ที่16 ของมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ยีน FTO นี้จะส่งผลต่อน้ำหนักหรือค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) ก็ต่อเมื่อเกิดการแปรผันของยีน ซึ่งการแปรผันของยีนในแต่ละบุคคลก็แตกต่างกันไป

FTO

พฤติกรรมของผู้ที่มีการแปรผันของยีน FTO คือ จะกินอาหารในปริมาณมาก ชอบที่จะกินอาหารที่ให้พลังงานสูง (อุดมไปด้วยไขมันและน้ำตาล) เช่น บิสกิต เค้ก ชีส อาหารมันๆ เป็นต้น และถึงแม้ว่าจะรับประทานอาหารมื้อหลักแล้วก็ยังคงมีความสุขกับการกินอาหารว่างต่างๆ  ขนม และมักจะกินของว่างบ่อยๆ เสียด้วย

การแปรผันของยีน FTO นั้นมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ จะเน้นอยู่ 2 รูปแบบคือ การแปรผันแบบมีการเติมเบส AA หรือ TT เพิ่มเข้าในในยีน FTO ซึ่งอาจมีการเติมลงไปเพียงชุดเดียวหรือสองชุดก็ได้

มีนักวิจัยทำการศึกษาและวิจัยเรื่องยีน FTO ในหนูมากมาย จนทำให้ได้ข้อสรุปว่า การแปรผันของยีน FTO ที่มีการเติมเบส AA เพิ่มเข้าไป 2 ชุด จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนมากถึง 70%  มากกว่าการแปรผันของยีน FTO ที่มีการเติมเบส TT เพิ่มเข้าไป 2 ชุด  และพบว่าการแปรผันของยีน FTO นั้นส่งผลต่อระดับของฮอร์โมนเกรลิน (ghrelin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร

จากการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มประชากรในแถบยุโรปพบว่า ชาวยุโรปผิวขาวประมาณครึ่งหนึ่งจะมีการแปรผันของยีน FTO โดยเพิ่มเบสเข้าไป 1 ชุดทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 30% ในขณะที่มีชาวยุโรปผิวขาวอีก 16% จะมีการแปรผันของยีน FTO โดยมีการเติมเบสเข้าไป 2 ชุด ทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 70% ในชนชาติอื่นๆ ก็มีการแปรผันของยีน FTO เกิดขึ้นเช่นกัน เช่น เกิดการแปรผันของยีน FTO ในชาวแอฟริกันคิดเป็นร้อยละ 5 ในขณะที่ชาวเอเชียมีการแปรผันของยีน FTO คิดเป็นร้อยละ 21

แต่ถึงอย่างนั้น แม้นักวิจัยจะทราบว่าการเกิดการแปรผันของยีน FTO จะส่งผลต่อค่า BMI แต่ก็ยังคงไม่ทราบความสัมพันธ์ดังกล่าวว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร  อีกทั้งการศึกษาทดลองส่วนมาก เป็นการศึกษาในหนูทดลองเท่านั้น

back half template

จนกระทั่งดร. Richel Batterham นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องต่อมไร้ท่อและโรคอ้วน จาก University College London  จึงได้ทำการทดลองเพื่อหาข้อเท็จจริงเหล่านี้ในมนุษย์ โดยมุ่งความสนใจไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างการแปรผันของยีน FTO ฮอร์โมนเกรลิน และการทำงานของสมอง

ข้อสันนิษฐานของดร. Richel Batterham  เกี่ยวกับความรู้สึกหิวแม้ว่าจะรับประทานอาหารเข้าไปแล้ว น่าจะมาจากการทำงานของฮอร์โมนที่หลั่งจากทางเดินอาหาร (gut hormone) ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางการตอบสนองของร่างกายในการรับประทานอาหารนั้นอาจทำงานผิดพลาด ทำให้ไม่เกิดการเชื่อมโยงระหว่างยีน FTO กับปริมาณอาหารที่รับประทานเข้าไป ตัวอย่างของฮอร์โมนที่ผลิตในลำไส้และทางเดินอาหาร เช่น ฮอร์โมนเกรลิน เป็นต้น

เกรลินถูกสร้างจากกระเพาะอาหารเป็นหลัก แต่เกรลินไมได้ออกฤทธิ์โดยตรงที่ระบบทางเดินอาหาร หลังจากการสังเคราะห์แล้ว เกรลินจะเข้าสู่กระแสเลือดแล้วไปออกฤทธิ์ที่สมองบริเวณไฮโปธาลามัสและต่อมใต้สมอง โดยไปกระตุ้นความอยากอาหาร มีผลเกี่ยวกับกับการหลั่งกรดและการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหาร ควบคุมการหลั่งนำย่อยและฮอร์โมนในตับอ่อน ปัจจัยที่มีผลชัดเจนที่สุดในการเพิ่มหรือลดระดับของเกรลินคือการได้รับอาหาร การอดอาหารช่วงสั้นๆ จะมีผลในการเพิ่มระดับของเกรลิน แต่เมื่อรับประทานอาหารแล้วระดับของเกรลินจะลดลงภายใน 1 ชั่วโมง การลดลงของเกรลินคิดเป็นสัดส่วนกับปริมาณพลังงานที่ได้รับโดยเฉพาะจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและไขมัน โดยที่คาร์โบไฮเดรตมีผลในการลดระดับเกรลินได้มากกว่าไขมัน

gut_hormones_ghrelin

ดังนั้น ดร. Richel จึงได้ทำการทดลองโดยคัดเลือกชายผู้มีสุขภาพดีเพื่อศึกษาผลของการแปรผันของยีนในมนุษย์ โดยทำการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะเป็นผู้ที่มีการแปรยีน FTO แบบมีการเติมเบส AA  เพิ่มเข้าไป 2 ชุด (กลุ่ม AA ) เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนสูง ในขณะที่อีกกลุ่มเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วนต่ำ เป็นผู้ที่มีการแปรผันของยีน FTO แบบมีการเติมเบส TT เพิ่มเข้าไป 2 ชุด (กลุ่ม TT)  แล้วทำการติดตามชายเหล่านี้จากการใช้ชีวิตประจำวันแล้วทำการบันทึกน้ำหนักตัว การกระจายตัวของไขมัน ปัจจัยทางสังคม เช่น ระดับการศึกษา และปัจจัยอื่นๆ

การทดลองเริ่มจากให้กลุ่มแรกที่มีอาสาสมัครทั้งสิ้น 20 คน โดยเป็นชายกลุ่ม AA 10 คน และกลุ่ม TT 10 คน ประเมินความหิวของตนเองทั้งก่อนและหลังการรับประทานอาหาร และทำการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับของเกรลินในร่างกาย จากผลการศึกษาพบว่าหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง ในชายกลุ่ม AA ให้คะแนนความหิวมากกว่าชายในกลุ่ม TT 20-25% และในขณะเดียวกันระดับของเกรลินของชายในกลุ่ม AA ก็เพิ่มขึ้นด้วย

ผลจากการวิเคราะห์ก็ยังพบอีกว่า การแปรผันของยีน FTO ในกลุ่ม AA นั้นทำให้มีระดับของโปรตีน FTO ในเลือดเพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นของโปรตีน FTO นี้เองเป็นเหตุให้เกรลินถูกสังเคราะห์ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากโปรตีน FTO (ที่ถูกสร้างจากยีน FTO กลุ่ม AA) สามารถไปดึงหมู่เมทิล (-methyl) ออกจากยีนบริเวณที่ผลิตฮอร์โมนเกรลิน ซึ่งเป็นการเปิดการทำงานของยีน ส่งผลให้เกิดการสังเคราะห์เกรลินขึ้นนั่นเอง

นอกจากนั้น นักวิจัยยังได้ทำการศึกษาการทำงานของสมองบริเวณ nucleus accumbens และ hypothalamus ของอาสาสมัครจำนวน 24 คนโดยใช้เครื่อง functional Magnetic Resonance Imaging (fMRI) โดยให้ดูภาพ 3 แบบ คือ ภาพอาหารที่มีแคลอรี่สูง ภาพอาหารแคลอรี่ต่ำ และภาพอื่นๆ ที่ไม่มีอาหาร พร้อมทั้งประเมินความน่ารับประทานทั้งก่อนและหลังการรับประทานอาหาร และเจาะเลือดเพื่อนำไปวิเคราะห์ระดับของเกรลิน ผลปรากฏว่าหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว ชายในกลุ่ม AA ก็ยังคงให้คะแนนภาพอาหารที่มีแคลอรี่สูงมากกว่าชายในกลุ่ม TT มากถึง 50%  และผลจากการแสกนสมองพบว่าการทำงานของสมองของอาสาสมัครทั้งสองกลุ่มนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง ชายในกลุ่ม AA จะมีกิจกรรมของสมองบริเวณที่เกี่ยวข้องกับ motivation และ reward สูงกว่าไม่ว่าจะก่อนหรือหลังรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเกรลินถึงเพิ่มขึ้นแม้ว่าจะทานอาหารเข้าไปแล้วก็ตามไม่ว่าจะก่อนหรือหลังรับประทานอาหาร

VTAจากการศึกษานี้ทำให้เห็นว่า การเกิดการแปรผันของยีน FTO นั้น ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวในมนุษย์จริงๆ เพราะการแปรผันของยีน FTO โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนเบส AA 2 ชุดลงไปในยีน จะส่งผลให้เกิดการสร้างฮอร์โมนเกรลินมากขึ้น (ทำให้หิวเกิดความอยากอาหาร) แล้วยังส่งผลต่อการทำงานของสมองอีกด้วย

ในปัจจุบันนอกจากมนุษย์เราจะต้องเผชิญกับโรคอ้วนอันเนื่องมาจากพฤติกรรมการกินแล้ว ยีนก็ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบเช่นกัน การเข้าใจและทราบถึงต้นเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดโรคอ้วนทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น และอาจทำให้ค้นพบทางออกใหม่ๆ ในการควบคุมหรือจำกัดผลกระทบที่เกิดจากการแปรผันของยีนซึ่งส่งผลต่อระดับของเกรลิน เช่น การออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารโดยเน้นการบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน และอาจมีการใช้ยาเพื่อควบคุมการออกฤทธิ์ของเกรลินควบคู่ไปด้วย

แต่การศึกษาคงยังไม่จบเพียงเท่านี้ยังคงต้องมีการศึกษาเพื่อยืนยันผลดังกล่าวและมองหากลไกอื่นๆ ที่เป็นไปได้ที่่ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน จากการศึกษาเมื่อปี 2010 ชี้ให้เห็นว่านอกจากการแปรผันของยีน FTO จะส่งผลถึงโรคอ้วนแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย โดยระบุว่าผู้ที่มีการแปรผันของยีน FTO กลุ่ม AA จะมีความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้น 58%  และยังมีความเสี่ยงในการพัฒนาไปเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น 48% อีกด้วย

อ้างอิงจาก http://www.newscientist.com/article/dn23869-obesity-gene-makes-you-fat-by-keeping-you-hungry.html#.UeSpw22K_Ms http://www.medicalnewstoday.com/articles/263404.php http://news.sciencemag.org/sciencenow/2013/07/obesity-gene-linked-to-hunger-ho.html http://oldweb.pharm.su.ac.th/

 

            ในอดีต...มีผู้คนมากมายต้องเสียชีวิตจากการเข้ารับการผ่าตัด  สาเหตุก็เนื่องมาจากการทนพิษบาดแผลไม่ไหว  และยังมีอีกหลายคนที่ยอมเสี่ยงทนทุกข์จากโรค  เพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาด้วยการผ่าตัด  เนื่องจากไม่อยากเจ็บปวดและทนทรมานจากบาดแผลผ่าตัด  เพราะสมัยก่อนนั้นยังไม่มีการใช้ยาสลบ  เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บของผู้ป่วยนั่นเอง

10

            ความจริงจะว่าไปแล้ว  “ยาสลบ”  นับเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในวิชาด้านการแพทย์ศัลยศาสตร์  โดยมีมากว่า 200 กว่าปีแล้ว   ในยุคแรก ๆ นั้น แพทย์ได้ใช้ฝิ่น  มอร์ฟีน แอลกอฮอล์รวมไปถึงวิธีการสะกดจิต  เพื่อช่วยให้คนไข้เบียงเบนให้คนไข้ลืมความเจ็บปวดจากการผ่าตัด  ต่อมาจึงได้มีการใช้ "ก๊าซไนตรัสออกไซด์"  หรือเรียกกันว่า “ก๊าซหัวเราะ”  เนื่องจากสูดดมแล้วให้ความรู้สึกเคลิ้มสุขหรือครึ้มใจ

09

            แต่ใช่ว่าก๊าซไนตรัสออกไซด์นี้จะสามารถนำมาใช้เป็นยาสลบได้เป็นอย่างดีซะทีเดียว  เพราะเนื่องจากประสิทธิภาพของมันไม่สามารถทำให้คนไข้หมดสติได้นาน  ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ระหว่างการผ่าตัดจนกระทั่งมีผู้นำเอาสารเคมี อย่าง “อีเทอร์” มาใช้เป็นยาสลบ โดยผ่านทางวิธีการสูดดมเป็นครั้งแรกในการผ่าตัด  นั่นก็คือ “วิลเลียม  มอร์ตัน”  (William T. G. Morton)  ทันตแพทย์ชาวอเมริกัน

01 William T. G. Morton

            วิลเลียม  มอร์ตัน  เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1819  ณ เมือง Charlton  รัฐ Massachusetts  ประเทศสหรัฐอเมริกา  ก่อนที่เขาจะมาเป็นทันตแพทย์นั้น  มอร์ตันได้เคยประกอบอาชีพอื่น ๆ มาแล้วหลายอย่าง  ทั้งเสมียน  ช่างพิมพ์ หรือแม้กระทั่งเป็นพนักงานขายอยู่ที่เมืองบอสตัน  

            มอร์ตันเป็นทันตแพทย์ที่มีชื่อเสียงด้านการประดิษฐ์และพัฒนาฟันปลอม  โดยเฉพาะการเชื่อมฟันปลอมเข้ากับแผ่นทองคำ แต่ปัญหาการใส่ฟันปลอมในสมัยนั้นอยู่ที่ต้องถอนฟันเก่าชุดเก่าให้หมดออกเสียก่อน  ซึ่งหากต้องทำการถอนฟันทั้ง ๆ ที่คนไข้ยังมีสติอยู่ย่อมสร้างความรู้สึกเจ็บปวดและหวาดกลัวให้แก่คนไข้  ทั้งยังทำให้ทันตแพทย์ทำงานลำบากขึ้นอีกด้วย  และที่สำคัญการใช้ไนตรัสออกไซด์เป็นยาสลบก็ยังให้ประสิทธิภาพไม่ดีเท่าที่ควร

V0018140 The first use of ether in dental surgery, 1846. Oil painting

            ดังนั้นมอร์ตันจึงความสนใจที่จะค้นคว้าหายาสลบตัวใหม่ขึ้น  โดยในปี ค.ศ 1884   มอร์ตันได้เข้าเรียนคณะแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดและได้รับคำแนะนำจากด็อกเตอร์ชาร์ลส  แจ็คสัน จากวิชาเคมี ซึ่งเขาได้กล่าวถึงองค์ประกอบยาของยาสลบของอีเทอร์

            และนั่นเองจึงเป็นจุดกำเนิดให้มอร์ตันทดลองนำอีเทอร์มาใช้เป็นยาสลบ โดยในวันที่  16 ตุลาคม ค.ศ. 1846  มอร์ตันได้แสดงการผ่าตัดต่อหน้าสาธารณชนอย่างเป็นทางการครั้งแรก  ณ โรงพยาบาลแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา  โดยให้คนไข้สูดดมก๊าซอีเทอร์ก่อนทำการผ่าตัดเนื้องอกที่คอทำให้คนไข้ไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย

03

            ผลสำเร็จจากการผ่าตัดในครั้งนี้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่วงการแพทย์เป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะด้านศัลยกรรม  เพราะนอกจากบรรเทาความรู้สึกของผู้ป่วยให้เจ็บปวดน้อยลงแล้ว  ยังทำให้การผ่าตัดนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นอีกด้วย             (มีรายงานว่า ด็อกเตอร์คลอฟอร์ด  ลอง (Dr. Crawford Long) แพทย์และเภสัชกรชาวอเมริกันเคยใช้อีเทอร์เป็นยาสลบในการผ่าตัดทำคลอดคนไข้รายหนึ่งเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2385   แต่ไม่ได้มีการเผยแพร่ผลการรักษา  จนกระทั่งด็อกเตอร์คลอฟอร์ด ลอง  ได้นำข้อมูลมาเผยแพร่ลงในวารสาร The Southern Medical and Surgical Journal  เป็นครั้งแรกในปี 2411  ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่มอร์ตันได้แสดงการผ่าตัดโดยใช้อีเทอร์เป็นยาสลบกว่า 22 ปี)

04

            อีเทอร์ (Ether) สารที่ประกอบด้วยพันธะ R-O-R' โดย R และ R' เป็นหมู่แอลคิลหรือหมู่แอริล เกิดจากปฏิกิริยาการควบแน่น (condensation reaction) ของแอลกอฮอล์  ซึ่งปฏิกิริยานี้จะมีแอลกอฮอล์ 2 โมเลกุลเข้าเชื่อมต่อกันและมีการขจัดโมเลกุลของนํ้าออกไป

            อีเทอร์เป็นสารที่ติดไฟได้ง่ายเช่นเดียวกับแอลกอฮอล์  ออกฤทธิ์โดยกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้หมดสติ   อีเทอร์นับเป็นยาสลบที่ขึ้นชื่อว่าปลอดภัย  แต่สำหรับบางบุคคลนั้น  การสูดดมอีเทอร์อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่น  โดยทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ และทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ในภายหลัง

12

            ด้วยคุณสมบัติที่ใช้ง่ายและขนย้ายติดตั้งง่าย  ทำให้อีเทอร์เป็นยาสลบที่แพทย์ใช้กันมายาวนานกว่า 100 ปี  แม้ปัจจุบันนี้วงการแพทย์จะมีการใช้ยาสลบชนิดอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติดีกว่าและปลอดภัยกว่าอีเทอร์แล้วก็ตาม  แต่ก็นับได้ว่า  การค้นพบคุณสมบัติของอีเทอร์ที่สามารถนำมาใช้เป็นยาสลบนั้น  ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของวงการแพทย์ที่ช่วยให้คนไข้ไม่ต้องประสบกับความเจ็บปวดในระหว่างการผ่าตัด หรือเสียชีวิตเนื่องจากทนพิษบาดแผลที่เกิดจากการผ่าตัดไม่ไหวนั่นเอง

 

 

 

อ้างอิง -  สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี http://www.ipst.ac.th/web/index.php -  http://th.wikipedia.org/wiki/อีเทอร์ -  สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน http://kanchanapisek.or.th -  http://chem-around.blogspot.com/